TARANFARGUS


CLOSE SPECIES By HUCKYPaw

History

เมื่อราวพันสหัสวรรษก่อน ในยุคที่ทุกภูมิภาคล้วนปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และหิมะขาวโพลน ความหนาวเหน็บกลืนกินชีวิต บนดินแดนมีแต่ความชัง ความดิบเถื่อน และความกระสันหาชีวิตรอด ทุกเผ่าพันธ์ุต่างแย่งชิงดินแดน ฆ่าสิ่งที่อ่อนแอกว่าเพื่อให้รอดอยู่ กระทั่งเมื่อกาลพ้นไปหลายปีเข้า เผ่าพันธุ์สุดยอดนักล่าได้กำเนิดขึ้น เหล่าสุนัขแปดขาได้เข้าปกครองดินแดน พวกเขาอาศัยกันเป็นกลุ่มใหญ่ และออกล่าเป็นฝูงเช่นสุนัขป่า

ครั้นเมื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ลืมตาขึ้น ความอ่อนแอไร้พิษสงทำให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อได้อย่างไม่ยากเย็น ความโกรธแค้นฝังในใจ พวกเขาไร้เขี้ยวเล็บ แต่แลกมาด้วยมันสมอง ไม่นานจากเผ่าพันธุ์ที่ไร้ทางสู้ ก็กลับกลายเป็นผู้ปกครองดินแดนเสียเอง เพื่อที่จะเอาตัวรอดจากโลกอันโหดร้าย เหล่ามนุษย์ตัดสินใจที่จะรุกรานสู่ถิ่นของเจ้าสัตว์แปดขา นานนับทศวรรษที่การต่อสู้ดำเนินไป
โครงกระดูกมนุษย์กระจายตามพื้นป่า เคียงมากับหนังขนสัตว์ที่มนุษย์นำมาตัดเป็นเสื้อผ้า ความเกลียดชังดำรงไป จนถึงวันที่สิ่งน่ากลัวกว่าเหยียบย่างเข้ามา

สิ่งมีชีวิตที่มีขนหยาบปกคลุมกายขนาดยักษ์ เขี้ยวงาคู่โง้งยาว ดวงตาลึกแดงที่เปี่ยมด้วยความกระหายเลือด กลิ่นสาบที่โชยและชวนให้ต้องอาเจียนทุกครั้งที่มันเดินเข้ามา มนุษย์เรียกพวกมันว่า ‘ฟลินด์’
ฟลินด์นั้นเข่นฆ่าไม่เลือกหน้า มิหนำซ้ำยังทำลายทุกสรรพสิ่งย่อยยับ ช่วงชิงชีวิตของเหล่าลูกเล็กเด็กแดงของทั้งสองเผ่า ทั้งมนุษย์และสัตว์แปดขา ต่างหวาดกลัวปีศาจเหล่านี้ทั้งสิ้น เวลาผ่านไปมนุษย์และสัตว์แปดขาต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ

ธิดาของหัวหน้าของทั้งสองเผ่าพันธุ์ไม่อาจทนเห็นบ้านต้องพังทลายเพราะพวกฟลินด์มากไปกว่านี้ ทั้งคู่ตกลงที่ร่วมมือกันเข้าสู้แทน สัตว์แปดขาพาเด็กสาวชาวมนุษย์ไปพบกับพลังลี้ลับที่พวกมันต้องการปกป้อง ‘มาเธีย’ หรือรู้จักในนามแห่ง แก่นเวทมนตร์ ที่อยู่ธรรมชาติของดินแดน

มนุษย์สาวเองก็รับรู้ได้ทันทีถึงหนทางชนะศึก ดังนั้นเมื่อร่วมมือกัน มนุษย์ใช้ศาสตร์การแปรธาตุที่เป็นดั่งของขวัญจากพระเจ้า ผสานกับพลังกายของสัตว์แปดขา เข้าปะทะกับฟลินด์ และสามารถขับไล่เผ่าพันธุ์ประหลาดนั้นไปยังแดนเหนือสุดได้หิมะเริ่มละลาย ดินแดนเขียวขจีที่ซ่อนอยู่เผยออกมา ไม่มีใครรู้ว่าทำไมหิมะถึงได้ละลายไปหลังจากศึกครั้งนั้น บ้างก็ว่าเพราะอำนาจพิเศษคืนสู่มือมนุษย์ บ้างก็ว่าเป็นของขวัญจากมารดาของโลกที่ประทานให้สรรพชีวิตหลังขับไล่ความชั่วร้ายไปได้ แต่สิ่งที่เป็นจริงแท้แน่นอน คือสัตว์แปดขา และมนุษย์ ได้กลายเป็นสหายที่ไม่มีวันแยกจากกัน เพื่อสรรเสริญชัยชนะ ธิดาของผู้นำเผ่ามนุษย์ได้มอบชื่อให้เหล่าสัตว์แปดขาว่า ‘ทารันฟาร์กัส’" นี่จึงเป็นเรื่องเล่าของจุดกำเนิดความสัมพันธ์ของทั้งสองเผ่า "

ในปัจจุบัน ทารันฟาร์กัสยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องการเป็นสหายผู้ภักดีต่อมนุษย์ และเพื่อนคู่หูร่วมดำรงชีวิต แม้ว่ายังคงมีทารันฟาร์กัสป่าเป็นจำนวนมากที่ยังคงไม่ชอบมนุษย์ หรือมนุษย์ที่ใช้ทารันฟาร์กัสในทางที่ไม่ดีประปรายก็ตาม

ข้อมูลพื้นฐาน (About)

ทารันฟาร์กัสเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ พวกเขามีร่างกายคล้ายหมาป่า และมีเอกลักษณ์คือขา 4 คู่ และอุ้งเขี้ยวพิเศษบริเวณแก้มข้างปากทั้งสองฝั่งแบบแมงมุม และมีพิษร้ายแรงเช่นงู และมีอวัยวัยวะพิเศษช่วงก้น ทำให้สามารถปล่อยใยเหนียวๆได้

ลักษณะทั่วไปของทารันฟาร์กัส

- ร่างกาย

ทารันฟาร์กัสเป็นเป็นเลี้ยงลูกด้วยนม ออกลูกเป็นตัว มีอายุเฉลี่ยราว 80 ปี ตามธรรมชาติทารันฟาร์กัสป่า จะมีขนาดตัวอยู่ที่ราว ๆ 1.4 -2.5 เมตร ต่างจากทารันฟาร์กัสที่เลี้ยงในเมือง ที่มักจะมีขนาดราว ๆ 0.9 เมตร เมื่อแรกเกิดจะมีขนาดเท่าลูกสุนัขป่า และจะมีขนาดใหญ่ครึ่งหนึ่งของตอนโตเต็มวัย เมื่ออายุราว ๆ 5-6 ปี
โดยปกติแล้วทารันฟาร์กัสจะไม่ผลัดขน ในเรื่องของความสะอาดโดยมากจะขึ้นอยู่กับนิสัยของทารันฟาร์กัสตัวนั้น ๆ แต่โดยปกติพวกเขามักจะรักษาความสะอาดของขนเป็นปกติอยู่แล้ว

นอกจากนี้ทารันฟาร์กัสยังมีอวัยวัยวะพิเศษช่วงใต้หาง เหนือก้น เป็นต่อมที่สามารถทำให้ทารันฟาร์กัสปล่อยใยเพื่อปีนป่ายและทำรังช่วงฤดูผสมพันธุ์

- เท้า

ทารันฟาร์กัสมีขาที่พิเศษ อุ้งเท้าของพวกเข้ามีตะขอขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอยู่ ตะขอจิ๋วนับร้อย ๆ อัน ทำให้พวกเขาสามารถเกาะ ปีน และไต่ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ เช่น บนต้นไม้ หน้าผาชัน (ซึ่งต้องเป็นที่ที่สามารถรับน้ำหนักตัวพวกเขาไว้ได้ด้วย) รวมไปถึงอยู่ในท่าพาดโพนได้อย่างไม่ยากเย็น ขาทั้งแปดนั่นไม่ได้มีไว้เพื่อช่วยเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ เวลาที่ทารันฟาร์กัสเดิน - วิ่ง พวกเขาจะยกขาขึ้นแนบตัว 2 คู่ และใช้ขาแค่ 2 คู่ในการเคลื่อนที่ ซึ่งจะทำให้พวกเขาไล่กวดเหยื่อได้รวดเร็วกว่า แต่พวกเขาจะใช้ขาทั้งแปดในการกอดรัดเหยื่อ ไม่ให้ขยับได้ ก่อนจะจัดการกัดคอหอย และใช้พิษปลิดชีพเหยื่อ

- เขี้ยวพิษ

อุ้งเขี้ยวพิษข้างปากซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ของพวกเขาจะผลัดขึ้นจากเขี้ยวน้ำนม เป็นเขี้ยวแท้ ในช่วงอายุ 2 ขวบ

ในเวลาขู่ พวกเขาจะยกเขี้ยวพิษขึ้น โดยปกติทารันฟาร์กัสสามารถต้านพิษของเผ่าพันธุ์ตัวเองได้ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาหากต้องกินเหยื่อที่มีพิษตกค้างอยู่ พิษของพวกเขาแบ่งออกเป็น 5 ระดับ

✦✦✦✦✦ - พิษระดับรุนแรงที่สุด ความรุนแรงระดับที่สามารถทำให้มนุษย์ตายได้ใน 60 นาที
✦✦✦✦✧ - พิษระดับรุนแรงมาก ความรุนแรงระดับที่จะทำให้มนุษย์เสียชีวิตในช่วงเวลาไม่เกิน 1 วัน
✦✦✦✧✧ - พิษระดับรุนแรงปานกลาง จะไม่ทำให้ตายในทันที แต่ถ้าไม่ได้รับโพชั่นใน 2 วัน จะมีโอกาสเป็นอัมพาตตลอดชีวิต
✦✦✧✧✧ - พิษอ่อน ความรุนแรงนี้จะทำให้ร่างการมนุษย์ชาไปชั่วขณะ
✦✧✧✧✧ - พิษเบา ความรุนแรงจะทำให้มนุษย์มีอาหารเวียนหัว อาเจียน
✧✧✧✧✧ - ไม่มีพิษ

ถ้าหากว่ามนุษย์ได้รับพิษเข้าสู้ร่างกาย เริ่มแรกจะมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ มวนท้อง และอาเจียน หลังจากอาการเริ่มต้น ตรงรอยแผลที่ถูกกัดจะบวมแดง แสบร้อน และกลายเป็นรอยจ้ำสีม่วง หากว่ามีอาการแพ้ รอยจ้ำสีม่วงจะขยายใหญ่ขึ้น และกระจายทั่วบริเวณ ผู้ที่แพ้พิษมักจะมีโอกาสรอดแค่ราว ๆ 10% เท่านั้น ทำให้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ศูนย์นักเล่นแร่แปรธาตุของหลวง ร่วมกับพ่อมด แม่มด ได้วิจัย และสร้างโพชั่นต้านพิษของทารันฟาร์กัสขึ้นมาได้สำเร็จ ในปัจจุบัน ถ้าหากได้รับโพชั่นรักษาทันท่วงที ก็แทบจะไม่มีโอกาสเสียชีวิตจากพิษของทารันฟาร์กัสเลย (ยกเว้นกรณีแพ้พิษรุนแรง)

- อาหาร

ทารันฟาร์กัสเป็นสัตว์ประเภทที่กินได้ทั้งเนื้อและสัตว์ แหล่งอาหารหลักที่ล่าคือสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ กวางและวัว รองลงมาเป็นสัตว์เล็กและพืชจำพวกเห็ดหรือผลไม้

- ศัตรูตามธรรมชาติ

ศัตรูตามธรรมชาติของทารันฟาร์กัสมีน้อยมากๆ และหนึ่งในศัตรูตามธรรมชาติที่ทารันฟาร์กัสต่อกรได้ยากก็คือ ‘ฟลินด์’ นั่นเอง ฟลินด์เป็นสัตว์ขนาดใหญ่คล้ายแมมมอธ พวกมันมีอายุยืนยาว หนังหนา ดุร้าย กำจัดยาก แม้จะมีประชากรเหลือน้อยเต็มทน แต่ก็ยังมีรายงานการพบเห็นทั่วทั้งทวีป จึงทำให้ฟลินด์เป็นศัตรูคู่อาฆาตของทารันฟาร์กัสมาแต่โบราณ และอีกสิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติคือ ‘ทารันฟาร์กัสด้วยกันเอง’ นักวิจัยพบว่าบางครั้งทารันฟาร์กัสจะฆ่าตัวอื่นที่มาจากต่างฝูง หรือหลงเข้าไปในถิ่นอยู่บ่อยครั้ง

- ความนึกคิด